บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามินเอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามินเอ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิตามิน เอ (Vitamin A)


เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ประกอบด้วยสารเรตินอลและแคโรทีน วิตามินเอเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย นับตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การนำโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อและผลิตพลังงานสำหรับการดำรงค์ชีวิต

แหล่งของวิตามินเอ
วิตามินเอ มีความสามารถในการทนกรด ด่าง และความร้อนได้ดีพอสมควร ในการประกอบอาหารเช่นการทำอาหารกระป๋อง วิตามินเอจะสูญเสียไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 
  •  วิตามินเอที่มาจากสัตว์ เรียกว่า พรีฟอร์มวิตามินเอ (Preformed vitamin A) ซึ่งจะถูกดูดซึมในรูปของ เรตินอล เราจะพบว่าวิตามินเอที่ถูกดูดซึมได้ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพต่อร่างกายพบในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น เช่น เนื้อสัตว์ นม เนย ไข่ ตับ น้ำมันตับปลา มาการีน  ในอเมริกา นมประเภทไม่มีไขมันหรือผลิตภัณฑ์แช่แข็งที่ไม่มีไขมันจะเพิ่มคุณค่าวิตามินเอลงไปเพื่อทดแทนวิตามินที่เสียไปขณะถูกขจัดไขมันออก 

  • วิตามินเอที่มาจากพืช เรียกว่า โพรวิตามินเอ(Provitamin A) ซึ่งมีสารจำพวกแคโรทีนอยด์ (Carotinoids) ที่มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น beta-carotine, alpha carotene พบได้ในผักและผลไม้สีเหลืองหรือส้ม เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ มะม่วง มะละกอ กล้วย ข้าวโพด หรือในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง บร็อคโคลี่ วิตามินเอในอาหารที่ได้จากพืชนั้นดูดซึมไม่ดีเท่าอาหารที่ได้จากสัตว์ โดยต้องเปลี่ยนแปลงในร่างกายก่อนจะออกฤทธิ์  รูปแบบวิตามินเอชนิด beta-carotine จะให้ประสิทธิภาพดีที่สุดในการเปลี่ยนรูปเป็น       เรตินอล 
 หน้าที่ของวิตามินเอ
  •  วิตามินเอ ได้ชื่อว่า วิตามินสำหรับดวงตา เพราะมีประโยชน์ต่อสมรรถภาพในการมองเห็น ควบคุมการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวกับการเห็นภาพ โดยเฉพาะในที่แสงสลัวหรือที่มืด ช่วยซ่อมแซมผิวของตา
  • ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน มีความสำคัญสำหรับการสร้างเคลือบฟัน (enamel) ของฟัน
  •  ควบคุมการผลิตและการทำงานของเซลผิวหนัง และเซลเยื่อบุทั่วร่างกาย ให้เป็นไปตามปกติ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวจำพวกลิมโฟไซท์ส (Lymphocyte) ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรค
  •  จำเป็นสำหรับกระบวนการสืบพันธุ์ และการหลั่งน้ำนม
 เมื่อขาดวิตามิน เอ
  •  ไม่สามารถมองเห็นในแสงสลัว(หรือที่เรียกว่า ภาวะตาบอดกลางคืน) ถ้าเกิดในเด็กอาจถึงขั้นตาบอดได้ อาการเริ่มแรกคือตาบอดแสง ความสามารถในการแยกแยะสีไม่ชัดเจน
  •  มีความผิดปกติของการสร้างเคลือบฟัน ทำให้ฟันไม่แข็งแรง 
  • เยื่อบุตาขาวแห้ง ถ้าเป็นมากจะเห็นเป็นจุดหรือเป็นบริเวณที่มีสีขาวเทา เป็นแผ่นฟองมันๆ พบมากทางด้านหางตาเรียกว่า เกล็ดกระดี่
  •  ผิวหนังแห้ง เยื่อบุอวัยวะต่างๆ ติดเชื้อง่าย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ ง่ายต่อการแพ้สิ่งต่างๆ ความรู้สึกรับรสและกลิ่นไม่ดี
  •  การเจริญเติบโตช้าลง กระดูกจะหนา ใหญ่และหมดสมรรถภาพในการโค้งงอ  

พิษจากวิตามินเอ พบได้ในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ มี 2 แบบคือ
1. แบบเฉียบพลัน เกิดจากการได้รับวิตามิน เอ ปริมาณสูงมากครั้งเดียว จะมีอาการซึม ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากความดันในกระโหลกศีรษะสูง กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน ผิวหนังแดง บวม และลอก
2. แบบเรื้อรัง เกิดจากการได้รับวิตามิน เอ เกินความต้องการของร่างกาย ในปริมาณที่ไม่สูงมากนัก เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดกระดูกและข้อ ผิวหนังแห้งเป็นสะเก็ด ปากแห้งแตกเป็นแผล ผมร่วง ท้องเสีย ตับม้ามโต
 การหยุดรับประทานวิตามิน เอ จะทำให้อาการต่างๆ หายไปภายใน 72 ชั่วโมง

การรับประทานวิตามินเอเสริม
ขนาดรับประทาน ควรกินวันละ 1 แคปซูล (25,000 ยูนิต) เป็นเวลาประมาณไม่เกิน  3 เดือน แล้วควรหยุดกิน ค่อยกินต่อปีหน้า 

วิตามินเอกับการรักษาสิว
มีรายงานมากมายที่บันทึกเกี่ยวกับการรักษาสิวให้หายได้หลังจากได้รับอาหารเสริมวิตามินเอ รวมถึงรอยแผลที่เกิดจากสิวก็หายไป หลังได้รับวิตามินเอ 2 สัปดาห์ โดย
กินวิตามินเอ วันละประมาณ 25,000 ยูนิต เพราะถ้าขาดวิตามินเอ เซลล์ใต้ผิวหนังจะตายและหลุดไปอุดรูขุมขนและถุงไขมัน ทำให้ไขมันออกมาที่ผิวหนังไม่ได้ ผิวก็แห้ง เซลล์ที่ตายแล้วทำให้เกิดเป็นตุ่มสิวขึ้นมา  ซึ่งอาจจะรับประทานวิตามินเอควบคู่กับแร่ธาตุอื่นๆ ดังนี้
วิตามินอี เพราะวิตามินอีจะทำให้ร่างกายนำวิตามินเอไปใช้ได้อย่างเต็มที่
วิตามินบี 3 หรือ ไนอาซิน วันละ 1 เม็ด แต่ถ้าหัวสิวมีหนองควรปรึกษาแพทย์ก่อน
แร่สังกะสี ควรรับประทานครั้งละ 50มิลลิกรัม วันละ 2ครั้ง

วิตามินเอกับนัยน์ตาคู่สวย อาจต้องใช้เวลาในการรอประมาณ 3-4 เดือน
กินวิตามินเอวันละ 1แคปซูล (25,000ยูนิต) 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นกินวันเว้นวัน
วิตามินอี 100 ยูนิต วันละ 2 ครั้ง
วิตามินบี2 วันละ 200 มิลลิกรัม

วิตามินเอกับการบำรุงผมสวย/แก้ปัญหาผมบาง
กินวิตามินเอวันละ 1แคปซูล (25,000ยูนิต) สัปดาห์ละ 4วัน เว้น 3วัน
กินโปรตีนทุกชนิดเพื่อบำรุงเนื้อเยื่อต่างๆ ผิวหนังและผมด้วย
วิตามินบีรวม ชนิดละ 50มิลลิกรัม
วิตามินอี 1 แคปซูล
กรดแพนโทเธนิค วันละ 800 มิลลิกรัม มีมากใน แบล็คทรีเคิล ถั่วสิสง บริวเวอร์สยีสต์ ตับสัตว์ หรือบริโภคแบบอัดเม็ดก็มีจำหน่าย
กรดพาราอะมิโนเบนโซอิค วันละ 1,200 มิลลิกรัม มีอยู่ในตับ รำข้าว แบล็คทรีเคิล
กรดโฟลิค วัละ 4 มิลลิกรัม มีอยู่ในบริวเวอร์สยีสต์ และตับ
ไอโนซิทอล วันละ 500 มิลลิกรัม ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม
ธาตุสังกะสี วันละประมาณ 15มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก วันละ 15 มิลลิกรัม
ธาตุไอโอดีน วันละ 15 มิลลิกรัมซึ่งจะกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงหนังศรีษะ ถ้าขาดธาตุนี้จะทำให้เส้นผมงอกช้า จะพบไอโอดีนมากในสาหร่ายทะเล ปลา กุ้ง

การเก็บรักษา
                วิตามินเอถูกทำลายได้ง่ายเมื่อได้รับความร้อนสูงมากๆในอากาศ แสงแดด และในไขมันที่เหม็นหืน จึงควรเก็บใส่ขวดสีน้ำตาล อย่าเก็บในห้องน้ำ ใกล้อ่างที่เปียกชื้น  เพราะความร้อนหรือความชื้นอาจทำให้อาหารเสริมเสื่อมสภาพได้

แล้วอย่าลืมติดตาม เรื่องน่ารู้ของวิตามินบี ใน blog ต่อไปนะคะ